ห้องฉุกเฉินแยกโรคติดเชื้อทางอากาศแรงดันลบ (Negative Pressure Room for Emergency Department) หรือ Emergency Room for COVID: ERC ณ โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ (สวนดอก)

บทสัมภาษณ์ชุดนี้เป็นการรวบรวมมาจากการสัมภาษณ์ทีมงานหลัก 4 ท่าน ได้แก่
– คุณวิวรรธน์ พงษ์เรืองเกียรติ มช. รหัส 23 สาขาวิศวกรรมโยธา (Gear 11)
– คุณสมศักย์ อัตประชา มช. รหัส 30 สาขาวิศวกรรมเครื่องกล (Gear 18)
– ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ยศธนา คุณาทร อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล มช.รหัส 31 (Gear 19)
– คุณธนวัช โพคะรัตน์ศิริ มช. รหัส 39 สาขาวิศวกรรมโยธา (Gear 27)

รศ.ดร.จักรพงศ์ : ขอพี่วิวรรธน์เล่าที่มาที่ไปของห้อง ERC นี้ให้ฟังหน่อยครับ

คุณวิวรรธน์ : นับแต่การระบาดของ COVID-19 ในปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา พี่น้องวิศวะเราได้พูดคุยกันมากมาย ว่าจะสามารถช่วยได้อย่างไรบ้าง ผมเห็นว่าทางสมาคมนักศึกษาเก่าคณะวิศวกรรมศาสตร์ มช. ควรมาร่วมกับคณะฯ ลงมือทำอะไรสักอย่างที่เราสามารถทำได้ มีการพูดคุยเพื่อตั้งคณะทำงานโดยคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ เพื่อสร้างวิธีการทำงานที่ชัดเจน ผมทำงานสาธารณะมาหลายครั้ง พบว่าหากไม่มีการกำกับหน้าที่ ขอบข่ายที่ชัดเจนเป็นทิศทางเดียวกันจะไม่มีพลัง เราต้องกรองว่าจะทำอะไรได้บ้าง โดยเน้นเรื่องเทคโนโลยีและวิศวกรรมเป็นหลัก รวมทั้งศักยภาพในด้านต่างๆ ที่พี่น้องเรามี

เมื่อเราทราบศักยภาพของสิ่งที่เรามี จึงมองที่หน่วยงานใกล้บ้านเราก่อน ก็คือคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งนับว่าเป็นเพื่อนร่วมรั้วมหาวิทยาลัยเดียวกัน โดยเราจัดเตรียมวิศวกรอาสาพหุภาคี เข้าไปสอบถามความจำเป็นของบุคลากรทางการแพทย์ เพราะต้องมีการวางคน และระบบทำงาน ที่ต้องสามารถสร้าง และนำไปใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพจริง อีกทั้งระหว่างออกแบบต้องเช็ควัสดุอุปกรณ์ที่ต้องใช้ไปด้วย เพราะช่วงนี้จัดหาของได้ยาก โดยเราเริ่มเคลื่อนไหวกันเมื่อประมาณวันที่ 27 มีนาคม สำหรับห้อง Negative Pressure Room ซึ่งในคณะเราก็มีกลุ่มอาจารย์มือฉมังอยู่แล้ว คือ ผศ.ดร.ยศธนา คุณาทร เลยดึงมาช่วยกัน

เมื่อประสานกับผู้บริหารคณะแพทย์ ฯ แล้ว ก็เริ่มนัดหมายกันวันเสาร์ที่ 28 มีนาคม ทางคณะแพทย์ฯ ส่ง ผศ.นพ.นเรนทร์ โชติรสนิรมิต ผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์ ผู้เป็นหัวหน้าทีมทำงานเกี่ยวกับ COVID-19 ประกอบกับที่โรงพยาบาล ฯ มีรุ่นน้องวิศว ฯ เกียร์ 21 เป็นวิศวกรอยู่ด้วย(คุณวิชชากร จามิกร มช รุ่น 33 Gear 21) ทีมงานทั้งหมดได้สำรวจดูสถานที่หลายจุด ตัดสินใจร่วมกัน ช่วยกันคิด เพื่อตอบโจทย์ทั้งเรื่องการใช้งาน ภาระหน้าที่ของห้องนี้ Flow กระบวนการทางการแพทย์ต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้น จึงได้แบบ Sketch โดยสังเขป จากนั้นวันอาทิตย์ที่ 29 มีนาคม ก็ลงแบบจริงใน AutoCAD จนสามารถลงรายละเอียดแบบ ราคา รวมถึงงบประมาณในวันพุธที่ 1 เมษายน คณะแพทย์ก็อนุมัติรูปแบบ และราคาในวันที่ 2 เมษายน วันที่ 3 เมษายน ทีมงานเราลงเคลียร์พื้นที่ ประชุมเรื่องระบบการทำงานกัน

รศ.ดร. จักรพงศ์ : แสดงว่างานชิ้นนี้ทีมวิศวกรทำงานร่วมกับทีมบุคลากรทางการแพทย์ที่จะใช้งานตลอด ?

คุณวิวรรธน์ : ใช่ครับ เพราะระยะเวลาที่ค่อนข้างจำกัด จริง ๆ แล้ว มี 3-4 สถานที่ ๆ ทางหมอคิดไว้ พอหารือกันในเรื่องวิศวกรรมร่วมด้วย เราจึงได้ข้อสรุป โดยสาเหตุที่นำมาไว้หลังห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาล ฯ  เพราะที่ห้องนั้นต้องรองรับผู้ป่วยทั่วไปด้วย เมื่อรับผู้ป่วยเสี่ยงติดเชื้อเข้ามาแล้ว หากต้องเคลื่อนย้ายผู้ป่วยไปไกล ก็ยิ่งจะเพิ่มความเสี่ยงในการแพร่เชื้อมากขึ้น นอกเหนือจากนี้เห็นว่าตำแหน่งนี้มี Layout พื้นที่เหมาะสม และระบบสาธารณูปโภคสะดวก ข้อจำกัดหลักคือต้องการสร้างในเวลาอันรวดเร็ว ประกอบกับช่วงปลายเดือนมีนาคมเราพิจารณาเห็นแนวโน้มว่าจะมีผู้ติดเชื้อ หรือกลุ่มเสี่ยงมากขึ้น งานต้องเสร็จภายในเวลาสามสัปดาห์ และตอบโจทย์ทางการแพทย์ได้ หาของได้ ต้องออกแบบอย่างรวดเร็ว ซึ่งตัวแปรทำให้งานกระชั้นชิดเช่นนี้เสร็จได้ มี 2 อย่าง คือ 1.ของต้องพร้อม 2.มีกระบวนการการตัดสินใจหาข้อสรุปร่วมกันระหว่างทีมวิศวกรและแพทย์ หลังจากคณะแพทย์ฯ ตกลงใจกับแบบแล้ว จึงเข้าเคลียร์พื้นที่ทันที เพราะขณะนั้นเขาใช้พื้นที่ ตั้งเต็นท์เพื่อคัดกรองผู้ป่วย และแยกผู้ตรวจ มีห้องพ่นยา เคลียร์พื้นที่เสร็จวันจันทร์ที่ 6 เม.ย. เราก็เข้าพื้นที่จริง

รศ.ดร. จักรพงศ์ : ขอเล่าเรื่องหลักคิดทางวิศวกรรมในการออกแบบห้อง ERC ให้ฟังหน่อยครับ

คุณวิวรรธน์: แนวคิดหลักของการออกแบบ คือ ความปลอดภัยในการควบคุมอากาศ ทั้งบุคลากรทางการแพทย์ และคนไข้ เนื่องจากโรงพยาบาลมหาราช ฯ มีทั้งบุคลากรจำนวนมาก และคนไข้ล้นเกินเตียงที่มี ลองนึกภาพว่าหากมีผู้ป่วยติดเชื้อมา 1 คน และความปลอดภัยของระบบไม่ดี หากบุคลากรการแพทย์ 1 คนติดเชื้อ เท่ากับ 1 ทีมที่อยู่พร้อมกันวันนั้นต้องถูกกักตัวกันหมด ไม่ต่ำกว่า 5 – 10 คน โดยงานหลักเป็นด้านวิศวกรรมเครื่องกล ซึ่ง อ.ยศธนา และคุณสมศักดิ์เป็นคนดูแลครับ

รศ.ดร. จักรพงศ์ : สำหรับงานระบบทางเครื่องกล อ.ยศธนา รับผิดชอบส่วนไหนบ้างครับ ?

ผศ.ดร.ยศธนา : ผมจะคอยดูแลประสานงานกับหมอ ทั้งเอกสาร หรือ Timeline ของฝั่งผู้ออกแบบโครงการ ฯ กับคณะแพทย์ ฯ  โครงการนี้ไม่มีอุปกรณ์ที่ซับซ้อนมากกว่าโรงพยาบาลทั่วไป เราออกแบบมาให้ได้มาตรฐานตามที่ต้องใช้อยู่แล้ว แต่ต้องเพิ่มอุปกรณ์ควบคุมแรงดันอากาศ และไม่ให้อากาศที่สกปรกไหลออกไปข้างนอก ซึ่งต้องรัดกุมมากขึ้นกว่าทั่วไป เช่น ระบบ Air Lock โดยปกติจะมีประตูซ้อน 2 ชั้น และมีห้องตรงกลาง งานนี้ต้องทำให้ประตูสองบานเปิดพร้อมกันไม่ได้ เมื่อเปิดเข้าไปแล้ว ต้องรอให้ประตูบานแรกปิดก่อน จึงเปิดประตูอีกบานได้ เพื่อการันตีว่าอากาศไม่หลุดออกไปแน่ส่วนการควบคุมแรงดันอากาศให้เป็นลบ เป็นไปตามมาตรฐานของวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ทั้งเรื่องอากาศ และความปลอดภัย ตอนนี้เราช่วยกันออกแบบงานระบบโดยใช้อุปกรณ์น้อยที่สุด เพื่อประหยัดงบประมาณ รวมถึงเวลาในการก่อสร้าง เน้นการบริหารจัดการเวลา รวมถึงอุปกรณ์ที่มีทั้งหมด

รศ.ดร.จักรพงศ์ : สำหรับงานปรับอากาศภายในห้อง ERC มีความซับซ้อนจุดไหนบ้างครับ ?

คุณสมศักย์ : เราใช้ระบบเติมอากาศ 100% พยายามไม่ให้อากาศ Circulate หรือหรือหมุนวนในห้องตรวจ โดยมีการเติมอากาศ 2 ลักษณะ ได้แก่ 1) นำอากาศบริสุทธิ์ผ่านระบบ Pre-cool และกรอง HEPA เข้ามา 2) ผ่าน Pressure Damper เข้ามา ส่วนขาออกจะดูดออกจากบริเวณหัวเตียงของผู้ป่วยผ่าน HEPA และฆ่าเชื้อด้วย UVC ตามมาตรฐานครับ

รศ.ดร. จักรพงศ์ : ความยากของโปรเจคนี้ ทั้งเรื่องเวลา ค่าใช้จ่าย ฯลฯ ส่วนไหนที่ อ. คิดว่าหินที่สุด ?

ผศ.ดร.ยศธนา : การบริหารจัดการพื้นที่ และเวลา เพราะเรามีข้อจำกัดเรื่องเวลา ทั้งยังไม่มีโอกาสเลือกพื้นที่มากนัก การทำระบบขนส่ง หรือบริหารจัดการก่อสร้าง เขตเข้าออกของผู้ปฏิบัติงานต้องคิดกันตั้งแต่ต้นจนจบว่าจะนำเข้ามาอย่างไร รวมถึงการออกแบบที่ปกติ มักมีการแก้ไขหน้างาน เราก็พยายามเลี่ยงให้แก้ไขน้อยที่สุด เพราะฉะนั้นเราจะวาง Mock up ของ Layout ตอนออกแบบ เพื่อทดสอบว่าอุปกรณ์การแพทย์เข้าได้ไหม ติดขัดตรงไหนหรือไม่ นี่คือความท้าท้ายของโครงการนี้ ซึ่งต่างจากงานอื่น เพราะปกติทำตามพื้นที่ว่าง แล้วจึงออกแบบไป นอกจากนั้น ยังห่วงเรื่องความสะอาด และเสียงดังรบกวน เพราะฉะนั้นต้องออกแบบให้พร้อม อย่างงานเดินท่อปกติเขาทำกันประมาณ 1 – 2 สัปดาห์ แต่งานนี้ทุกอย่างต้องวัด Mock up ไว้ แล้วไปทำข้างนอก พอมาถึงก็มาร์คระยะแล้วติดตั้งเลย เพราะฉะนั้นงานท่อจริง ๆ ก็น่าจะเสร็จได้ภายใน 3 วัน

รศ.ดร. จักรพงศ์ : เรามีเนื้องานที่เป็นส่วนโครงสร้าง ส่วนปรับอากาศ ลำดับงานกันอย่างไรระหว่าง Keyman ทั้ง 4 คน ภายใต้เวลาจำกัดมาก ?

คุณวิวรรธน์ : โชคดีที่วิศวะ มช. เป็นคณะที่มีการทำกิจกรรมเยอะอยู่แล้ว ทำให้พี่ๆ น้องๆ รู้จักกันข้ามรุ่นข้าม Generation จึงทราบว่าใครมีความรู้ความชำนาญด้านไหนบ้าง เราถึงระดมรวมทีมได้อย่างรวดเร็ว มีกลุ่มวิศวกรที่มีประสบการณ์อยู่แล้ว เราทำงานกันแทบตลอดเวลา ตอนเย็นก็ประชุมกันผ่าน ZOOM โดยเฉพาะช่วงออกแบบ แต่ละคนรับงานไป ออกแบบเสร็จแล้วก็เอามานั่งคุยกัน วางแผนเดินหน้าต่อ ขณะเดียวกันก็ต้องหาวัสดุไปด้วย ระหว่างทางก็จะมีการหารือตัดสินใจร่วมกันทันที ทำให้การทำงานคล่องตัว ทันการณ์

คุณธนวัช : สิ่งที่ออกแบบมาสามารถใช้มาตรฐาน Clean Room ได้เลย เหมือนกับที่เราดักฝุ่น เพราะเชื้อโรคก็เหมือนฝุ่นประเภทหนึ่ง ฉะนั้นผนัง พื้น ฝ้าทั้งหมดล้างทำความสะอาดได้ พ่นสารเคมีฆ่าเชื้อได้ โดยเราทำเป็นระบบแห้ง ซึ่งต้องเสร็จภายใน 21 วัน (25 เมษายน) โดยเลือกใช้ Sandwich Panel มาทำเป็นผนัง และฝ้าเหมือนวัสดุที่ใช้ทำห้องเย็นซึ่งสามารถทำให้สะอาดได้ดี ที่สำคัญสามารถก่อสร้างได้เร็ว รวมทั้งใช้เหล็กเป็นโครงสร้างรับอุปกรณ์ระบบเครื่องกล และผนังฝ้าทั้งหมดด้วย

รศ.ดร. จักรพงศ์ : สำหรับงานโยธา จะบอกน้อง ๆ ที่กำลังจะเรียนวิศวฯ โยธา หรือกำลังเรียนอยู่ หรือจบใหม่ ถ้าเขาต้องทำ เขาต้องใช้ประสบการณ์เรื่องอะไรบ้าง ?

คุณธนวัช : นอกจากงานออกแบบ ก็จะเป็นงาน CM หรือ Construction Management ซึ่งเป็นแขนงหนึ่งของด้านวิศวกรรมโยธาอยู่แล้ว การจะทำงาน CM จะรู้แต่เรื่องของโยธาอย่างเดียวไม่ได้ ผมทำกิจกรรมมาตั้งแต่ตอนเรียนหนังสือ ก็รู้จักเพื่อนในหลายสาขาวิชา เรียนจบแล้วเราก็ยังทำงานร่วมกับคณะ ฯ หรือสมาคม ฯ ทำให้รู้จักคนเยอะ มากกว่านั้นจะรู้ว่าแต่ละฝั่ง ทั้งไฟฟ้า โยธา และแพทย์ต้องการอะไร จึงหา Solution มาเสนอด้วยสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับโจทย์ ณ ตรงนั้น อาจไม่ 100% ด้วยเวลาจำกัด แต่ถูกต้องที่สุดสำหรับสถานการณ์ เน้นว่าน้อง ๆ ต้องเปิดใจ อย่าเรียนรู้เฉพาะในสิ่งที่ตัวเองจบมา อยากให้เปิดรับทุกเรื่อง

รศ.ดร. จักรพงศ์ : สำหรับนักศึกษาสาขาวิศวกรรมเครื่องกล น้อง ๆ นักศึกษาต้องมีความรู้อะไรบ้างครับ เพื่อมาทำงานชิ้นนี้ได้ ?

ผศ.ดร.ยศธนา : นอกจากวิชาพื้นฐาน ต้องมีวิชาระบบปรับอากาศ ซึ่งต้องเรียนอยู่แล้ว รวมกับวิชา Piping หรือระบบท่อนิดหน่อย งานท่อเป็นแค่ระบบส่งลม แก๊ส หรือของไหล แต่งานระบบห้องสะอาด หรือห้อง Quarantine กักกันเชื้อ ต้องเรียนวิชาระบบปรับอากาศ นอกจากนั้นเป็นความรู้ และประสบการณ์นอกห้องเรียน คือ ประสบการณ์งานช่าง เพราะ 90% ของปัญหาหน้างานทางวิศวกรรมไม่ได้มาจากวิชาการ แต่เป็นการแก้ปัญหาด้านงานช่างมากกว่า ฉะนั้นใครมีทักษะ และประสบการณ์งานช่างจะทำงานในสายนี้ได้ดี รวมไปถึงทักษะแบบ Soft-skill ที่ได้จากการทำกิจกรรมร่วมกับผู้อื่น ทำงานเป็น เรียนรู้ที่จะเผชิญหน้า และพร้อมแก้ไขปัญหา เมื่อเราทำงานเป็นทีมเดียวกันแล้ว หากเกิดปัญหา จะทำอย่างไรให้การทำงานผ่านไปได้ หรือเดินหน้าต่อได้ รวมถึงการเรียนรู้เรื่องประสานงานกับองค์กรที่เกี่ยวข้อง ทั้งเอกสาร การติดต่อ การจัดการหน้างาน

รศ.ดร. จักรพงศ์: สุดท้ายอยากฝากอะไรให้บุคลากรทางการแพทย์บ้างครับ  ?

คุณวิวรรธน์: ต้องให้กำลังใจกันครับ ในฐานะที่เป็นคนไทย เราทราบถึงความลำบาก ด้วยบริบทที่เราเป็นนายช่างก็อยากนำงานระบบวิศวกรรมไปช่วยการแพทย์ได้จริง รวดเร็วทันการณ์ สำหรับบุคลากรทางการแพทย์ที่กำลังเผชิญกับสถานการณ์อยู่ สู้ๆ นะครับ เราจะสนับสนุนอยู่หลังหลังท่านให้ดีที่สุดครับ

คุณธนวัช: บุคลากรทางการแพทย์เป็นผู้ที่เสียสละ ทั้งแพทย์ พยาบาล เภสัชกร นักเทคนิคการแพทย์ ไปจนถึงคนทำความสะอาด ไม่ว่าอยู่ตำแหน่งใดก็ตามก็มีความเสี่ยงสูง ผม และพี่น้องนายช่างมาร่วมแรงร่วมใจกัน ถึงแม้ไม่มีโอกาสทำงานทางการแพทย์โดยตรง แต่ก็ยินดีที่ อย่างน้อยได้เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างเครื่องมือที่ช่วยรักษาคนไข้ครับ

ผศ.ดร.ยศธนา: ให้กำลังใจครับ ไม่มีใครอยากให้ภาวะนี้เกิด อันไหนเราช่วยกันได้ก็ช่วยกันไป ถ้าคุณหมอ และบุคลากรมีโจทย์ที่ชัดเจน ก็สามารถร้องขอไปที่คณะวิศว ฯ ได้ เพราะความต้องการตามสถานพยาบาลแต่ละที่ไม่เหมือนกัน ก็มาร่วมแรงร่วมใจช่วยกันครับ

คุณสมศักย์: เป็นกำลังใจให้บุคลากรทางแพทย์ครับ

Number of View :1070

Comments

comments